วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

19 ข้อ!! ป้องกันภัย ไม่พลาดท่าโดน 'ข่มขืน'


'ข่มขืน' เมื่อได้ยินคำนี้ทีไร ก็ต้องทำให้จิตใจหดหู่ขึ้นมาทันที ยิ่งในสังคมปัจจุบันด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย เรียกได้ว่ามีคดีข่มขืนรายวันเลยทีเดียว ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม ในกรณี ดาราสาว 'พรีม กัญณภัทร วรบวรภัทร์' นางเอกละครจากค่ายเอ็กแซ็กท์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากการต่อสู้กับโจรบุกปล้นบ้าน และหวังข่มขืน ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่รอดมาได้
'ไทยรัฐออนไลน์' เห็นอย่างนี้แล้ว จึงสอบถามผู้มีความรู้ พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง เพื่อเป็นการป้องกันภัย เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้นผู้หญิงควรทำอย่างไร...
พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ บอกว่า ปรัชญาแห่งความปลอดภัยคือ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ การป้องกันภัยสำหรับผู้หญิงคือ อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 3 สถานการณ์ ได้แก่ 1.สถานที่เสี่ยง 2 เวลาเสี่ยง 3. บุคคลเสี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ปลอดภัยไปแล้ว 95% แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว โอกาสปลอดภัยเหลือเพียง 5% ก็ต้องมีสติ, เตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัว และใช้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเท่าที่เคยฝึกมา`

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

ดังนั้นคำถามข้อแรกถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงแล้ว โอกาสรอดปลอดภัยเหลือเพียง 5%  ก็ต้องทำดังนี้

1.ตั้งสติให้ดี สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองให้ตื่นตัว

2.หากยังไม่ถูกจู่โจมประชิดตัว ให้หาทางหลบหนีให้เร็ว

3.ประเมินสถานที่ เป็นที่โล่ง เช่น ทุ่งนา ป่ากล้วย หรือห้องแคบๆ ถ้าเป็นห้องแคบๆ โอกาสรอดน้อยมาก

4.ถ้า เป็นเวลากลางคืนให้วิ่งไปทางที่มีแสงสว่าง หากระยะทางไกลไม่ควรตะโกนร้องให้ใครช่วยเพราะจะเหนื่อยเปล่า และคนร้ายจะติดตามเราได้จากทิศทางเสียงที่เราตะโกน

5.ถ้าประเมินแล้ว ว่าวิ่งหนีไม่ทันแน่ ให้มองหาที่หลบซ่อน ที่คนร้ายไม่สามารถดีงตัวเราออกมาได้ เช่น มุดใต้ท้องรถยนต์ กอไผ่ หรือมองหาสิ่งที่พอทำเป็นอาวุธได้ เช่น ท่อนไม้ยาวๆ หรือปากกา ลูกกุญแจ ก้อนหิน กิ่งไม้เก็บซ่อนไว้กับตัว

6.ถ้าเป็นห้องแคบๆ ให้ร้องตะโกนให้คนช่วย เช่น ไฟไหม้ๆ

7.ถ้า หนีไม่ทันและถูกคนร้ายจับตัวได้แล้วโอกาสรอดเหลือ 1% อย่ายอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติ เพราะถ้าหมดสติไปแล้วโอกาสรอดเหลือ 0% และอาจถูกฆ่าตายได้

8.การไม่ยอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติคือ หากถูกล็อกคอหายใจไม่ออกแล้วเป็นนาทีชีวิต คนร้ายจะพยายามทำให้เราหยุดดิ้นหรือหยุดร้อง ซี่งเขาอาจบีบคอเราจนตายหรือทำร้ายเราจนหมดสติ ต้องหยุดดิ้น แล้วบอกว่ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าฉัน ฉันมีลูกเล็ก มีแม่แก่ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู เผื่อคนร้ายจะปล่อยมือ

9.หากคนร้ายมีอาวุธร้ายแรง เช่น มีดหรือปืน ไม่ควรต่อสู้ ควรบอกว่ายอมแล้ว เพื่อหน่วงเวลาไว้

10.หากคนร้ายปล่อยมือให้รีบสูดหายใจเอาแรงกลับมา แล้วพยายามเจรจาต่อรองเช่นทำทีเป็นยอม บอกให้คนร้ายใจเย็นๆ

11.ต่อ รองกับคนร้ายว่าอย่าข่มขืนเลย ถ้ามีทรัพย์สิน เช่น สร้อย แหวนให้ปลดออกมาแล้วบอกว่าให้ไปเลย ปล่อยฉันไป จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เผื่อคนร้ายเปลี่ยนใจ

12.หากต่อรองไม่สำเร็จให้ทำทีเป็นยอม แล้วบอกว่าสถานที่ไม่อำนวยควรหาสถานที่ดีกว่านี้ เพื่อหน่วงเวลา

13.ระหว่าง เจรจาควรบอกว่าเราเป็นกามโรค หรือมีประจำเดือน แล้วบอกว่าจะให้ทรัพย์สินแทน โดยเอาบัตร ATM ให้ไป และบอกรหัสลวงไป เผื่อคนร้ายจะไม่ข่มขืน

14.หาก คนร้ายพยายามข่มขืนอีก ให้ทำทียอมจูบปาก และรอจังหวะกัดลิ้นคนร้ายให้เร็วและแรงที่สุดแล้วรีบดิ้นหลุดออกมา มิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายเสียชีวิต

15.หากคนร้ายให้ช่วยสำเร็จความใคร่ ให้ฉวยโอกาสขณะคนร้ายถอดกางเกง แล้วเตะผ่าหมากคนร้ายให้เร็วและแรง แล้วรีบวิ่งหนี

16.หาก ถูกคนร้ายกดทับตัวอยู่ หากเป็นบริเวณป่า หรือพื้นดินให้เอากิ่งไม้ หรือปากกา ทีซ่อนไว้ทิ่มตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี หรือถ้าเป็นพื้นทรายให้กำทรายขว้างใส่ดวงตาคนร้ายระยะประชิดให้เข้าตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี

17.หากทำทุกอย่างแล้วยังถูกข่มขืนก็ขอให้รักษาชีวิตเอาไว้ เพื่อไปแจ้งความให้ตำรวจตามจับกุมคนร้ายมารับโทษภายหลัง

18.หาก ที่เกิดเหตุเป็นห้องพักเรา เราควรซ่อนอาวุธไว้ในจุดใกล้ตัวมือเอื้อมถึงสามารถหยิบมาใช้ได้ และใช้การเจรจาต่อรองหน่วงเวลาเพื่อให้คนร้ายตายใจ เช่น บอกว่าควรใส่ถุงยางอนามัยก่อน เดี๋ยวจะไปหยิบให้ แล้วหากมีโอกาสให้รีบวิ่งเข้าห้องน้ำล็อกประตูขังตัวเองไว้ แล้วตะโกนว่าไฟไหม้ๆ

19.อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์เลยครับ หากมีเวลาควรไปเข้าคอร์สเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวเอาไว้บ้างเพื่อเอาตัวรอด ยามคับขัน ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้


เชื่อว่าข้อมูลเหล่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้ไม่ มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจะดีที่สุด

รองเท้าผ้าใบ

ว่อนเน็ต! พบตั๋วรถเมล์ในการ์เร็ต ป๊อปคอร์น


แชร์ว่อนเน็ต ตั๋วรถเมล์การ์เร็ตป๊อปคอร์น  ในขณะที่ตัวแทนการ์เร็ตป๊อปคอร์นในไทย ยอมรับและขอโทษในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโกจะส่งเอกสารขอโทษต่อผู้เสียหายอีกครั้ง...

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า โซเชียลมีเดีย ได้มีการเผยแพร่ภาพผลิตภัณฑ์ยอดฮิต การ์เร็ต ป๊อปคอร์น มีตั๋วรถเมล์ ขสมก. ปนอยู่ในผลิตภัณฑ์ โดยผู้โพสต์ภาพดังกล่าวคือผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Gappy Superdude  โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจึงได้พยายามติดต่อไปยังการ์เร็ตป๊อปคอร์น ไทยแลนด์ ซึ่งรับผิดชอบการทำตลาดการ์เร็ตป๊อปคอร์นในไทย ซึ่งนัดหมายให้ไปพบในเวลา 18.00 น. วันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมี assistant manager ให้การต้อนรับ พร้อมรับผิดแต่โดยดีว่าเป็นความผิดของทางร้าน 

ล่าสุด garrett customer service team จากต่างประเทศได้ชี้แจงต่อผู้เสียหาย พร้อมแสดงความขอโทษอย่างจริงใจ และยืนยันว่าจะดูแลสาขาในเมืองไทยให้ดีกว่านี้ และได้มาตฐานกว่านี้ โดยแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

ทีมข่าว “ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยังตัวแทนการ์เร็ตป๊อปคอร์นประเทศไทย ได้รับคำตอบว่า ทางการ์เร็ตได้ออกมาขอโทษแก่ลูกค้ารายดังกล่าวแล้ว โดยผู้จัดการร้านการ์เร็ตในสยามพารากอนเป็นผู้ขอโทษด้วยตัวเอง และส่งอีเมล์ขอโทษของสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในประเทศสิงคโปร์ รวมถึงคำขอโทษจากสำนักงานใหญ่ ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา

ส่วนสาเหตุที่ ตั๋วรถเมล์ เข้าไปอยู่ในถุงป๊อปคอร์น ทางตัวแทนการ์เร็ต ระบุว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ แต่คาดว่า ไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากเครื่องจักร และวัตถุดิบในการผลิต เนื่องจากนำเข้ามาจากต่างประเทศ และกระบวนการผลิตเป็นการป้อนคำสั่งแบบอัตโนมัติ จึงไม่น่าจะเกิดข้อผิดพลาด แต่สิ่งที่เป็นไปได้ น่าจะอยู่ในขั้นตอนของการขนส่ง

สำหรับเหตุการณ์ ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งการดำเนินการแก้ไขอาจล่าช้าเพราะติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ แต่หลังจากนี้ทางการ์เร็ตจะเพิ่มความระมัดระวังและเข้มงวดในการตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์มากขึ้น สำหรับลูกค้า ยังคงเข้ามาต่อแถวซื้อป๊อปคอร์นตามปกติ.

รองเท้าผ้าใบ

ศาลรธน.นัดลงมติ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน 12 มีค.นี้




ศาล รธน.นัดลงมติ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน 12 มี.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ขณะที่คำร้อง กกต.กรณี ปม 28 เขตสมัครเลือกตั้งไม่ได้ ศาลยังไม่ได้พิจารณา ชี้บรรจุเข้าวาระไม่ทัน...

วันที่ 5 มี.ค. นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ในวันที่ 12 มี.ค. 2557 นี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนัดประชุมเพื่อแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติในคำร้องตามที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขน ส่งของประเทศ พ.ศ. ... วงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 และ 170 หรือไม่ ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญจะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 9.30 น.

ส่วนคำร้อง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา แต่ไม่ทันต่อการบรรจุเป็นวาระการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ และไม่แน่ใจว่าจะถูกบรรจุเป็นวาระการประชุมในการประชุมสัปดาห์หน้า หรือไม่

ห่วงคนไทยเสพโซเซียลยามดึก เสี่ยง 'โรคต้อหิน' ทำตาบอดได้


 


กระทรวงสาธารณสุขเตือนคนปิดไฟดูทีวี สมาร์ทโฟนในความมืด เสี่ยงเกิดโรค "เทคโนโลยีซินโดรม" สร้างความเครียดผู้ใช้ ทำให้ความดันในลูกตาสูง เสี่ยงเกิดโรคต้อหินถึงขั้นตาบอดได้ แนะอายุ 40 ปี พบจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจค้นหาโรคต้อหิน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป 5-7 เท่าตัว...
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 57 นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 6 มีนาคมของทุกปี เป็น "วันต้อหินโลก" ซึ่งโรคต้อหิน (Glaucoma) เป็นสาเหตุตาบอดอันดับ 2 ของโลก รองจากตาต้อกระจก ประมาณการว่า มีคนตาบอดทั่วโลก 4.5 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นถึง 11.2 ล้านคน ในปี พ.ศ.2563 ผู้ป่วยโรคต้อหินส่วนใหญ่ร้อยละ 90 มักจะไม่ค่อยรู้ตัวมาก่อน เนื่องจากโรคต้อหินมีอาการค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น องค์กรต้อหินโลก (World Glaucoma Association) ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นชมรม หรือสมาคมแพทย์ต้อหินจากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก จึงได้รณรงค์ให้ทราบถึงอันตรายของโรคต้อหิน เพื่อป้องกันตาบอดและสูญเสียการมองเห็น นอกจากนี้ ยังให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจตา และการดูแลถนอมดวงตาให้เป็นปกติให้ได้นานมากที่สุด

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสถิติสาธารณสุข ปี 2555 พบผู้ป่วยโรคต้อหิน ทั่วประเทศ 17,687 ราย ชายหญิงพอๆ กัน พบมากสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,831 ราย ภาคกลาง 4,352 ราย กรุงเทพมหานคร 3,486 ราย ภาคเหนือ 3,084 ราย และภาคใต้ 1,934 ราย โดยในคนปกติทั่วไปที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคต้อหินประมาณร้อยละ 1 ส่วนผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นต้อหินมากถึงร้อยละ 5-7 หรือมากกว่าคนปกติ 5-7 เท่าตัว แนวโน้มผู้ป่วยโรคนี้ จะมากขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งขณะนี้ไทยมีประมาณ 3.5 ล้านคน ได้กำชับให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ รณรงค์ให้ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจตาปีละ 1 ครั้ง และผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์ปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจหาโรคแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดปัญหาการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินได้ จัดบริการตรวจตาให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกราย เพื่อค้นหาโรคและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
ทางด้าน นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญโรคตาประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี กล่าวว่า โรคต้อหิน เป็นกลุ่มโรคของดวงตา โรคนี้จะมีการทำลายของเส้นประสาทตาจากหลายสาเหตุ ที่สำคัญคือ เกิดจากความดันในลูกตาสูง ทั้งจากการสร้างน้ำในลูกตามากเกินไป หรือระบายออกน้อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ คนเป็นจะไม่รู้ตัว ขึ้นกับชนิดของต้อหิน แล้วมีผลให้ลานสายตาแคบลงเรื่อยๆ จนสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาโรคนี้และได้ผลดี ทั้งการใช้ยาหยอดตา เลเซอร์ ผ่าตัด มีเครื่องมือที่สอดไปเพื่อระบายน้ำในลูกตา อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการตรวจและให้การรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องสำคัญมาก หากปล่อยทิ้งไว้จนสูญเสียการมองเห็น แม้จะรักษาความดันได้เป็นปกติ แต่สายตาจะไม่กลับคืนเป็นปกติ หรือเรียกว่า สูญเสียอย่างถาวร หากบอดแล้วบอดเลย หรือตาพร่ามัวตลอดชีวิต  

"ที่น่าห่วงเป็นอย่าง ยิ่งในขณะนี้ พบว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคต้อหิน อีกอย่างหนึ่งคือความเครียด ทำให้เกิดความดันลูกตาขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้ประชาชนมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ โทรทัศน์ จนทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า เทคโนโลยีซินโดรม ซึ่งเทคโนโลยีซินโดรม ไม่ได้ทำให้เกิดจุดรับภาพจอตาเสื่อม หรือตาบอด แต่จะทำให้เกิดความล้าของสายตา ตาแห้ง เนื่องจากต้องใช้สายตาเพ่งที่ภาพ หรือตัวอักษรที่มีขนาดเล็กและอยู่ในจอ การเพ่งจะทำให้ม่านตาขยายใหญ่ขึ้นกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่นิยมปิดไฟดูทีวี เล่นสมาร์ทโฟน ไอแพด มีแอพพลิเคชั่นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟชบุ๊ก หรือไลน์ต่างๆ การส่องไฟฉายอ่านหนังสือ จะมีความเสี่ยงเกิดเทคโนโลยีซินโดรมได้ง่าย เพราะต้องใช้สายตากำกับตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อตาล้า ตาแห้ง เครียดตลอดเวลา ยิ่งรายละเอียดเยอะ ตายิ่งทำงานหนัก" นพ.ฐาปนวงศ์ กล่าว

นพ.ฐาปน วงศ์ กล่าวอีกว่า การใช้เทคโนโลยีมาก ไม่ว่าจะดูเพื่อความบันเทิง ดูข่าวสารทั่วโลกนาน คุยกัน ความระทึกต่างๆ จะทำให้ผู้ใช้เกิดความเครียด โดยอาการเตือนของความเครียด จะเริ่มรู้สึกแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล กะพริบตาบ่อย ปวดเมื่อยล้าที่กระบอกตา สายตาพร่า มองเห็นไม่ชัด บางคนมีอาการปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย วิธีรักษาด้วยตนเอง สามารถทำได้ง่ายๆ คือให้นอนหลับเป็นเวลา 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะเป็นการรักษาที่ให้ผลดีที่สุด และดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อเพิ่มน้ำให้ตาให้ชุ่มชื้นขึ้น หรือทำประคบเย็น โดยให้ใช้ผ้าขนหนูหนา หรือผ้าเช็ดหน้าพับ 3 ส่วน นำไปแช่น้ำที่มีน้ำแข็งจนเย็น บิดหมาดๆ วางปิดตั้งแต่ขมับให้ทับพาดผ่านดวงตา เว้นสันจมูก ไปถึงขมับอีกข้าง ถ้าเย็นเกินไปให้เอาออก หากหายเย็นให้นำไปแช่น้ำเย็นใหม่อีกครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 20 นาที พัก 1 นาที วันละ 2 หน จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา นอกจากนี้ ควรเปิดไฟดูทีวี การอ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ ดีที่สุดควรใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น ใช้ให้ปลอดภัย เหมาะสม คือใช้นานประมาณ 25 นาที และให้พัก 5 นาที หรือใช้นาน 30 นาที และพัก 10 นาที เปลี่ยนอิริยาบถสลับกันไป จะช่วยได้ให้เหมาะสม ถ้าไม่จำเป็นอย่ายุ่งกับเทคโนโลยี ให้ควบคุมใจตัวเอง

ทั้ง นี้ ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2551 พบคนไทย อายุ 6 ปีขึ้นไป ดูทีวี 57 ล้านคน และล่าสุด ปี 2555 คนไทยใช้คอมพิวเตอร์  21 ล้านกว่าคน ใช้โทรศัพท์มือถือ 44 ล้านกว่าคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในกรุงเทพมหานครมากที่สุดร้อยละ 84 ภาคกลางร้อยละ 75  ภาคเหนือร้อยละ 68 ภาคใต้ร้อยละ 67 ต่ำสุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 64

รองเท้าผ้าใบ

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

เจาะใจ 'เดอะค็อป'....'หงส์แดง' จะแรงสุดซอย!!??


ศึกลูกหนัง พรีเมียร์​ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ ทำให้แฟนบอล "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทั่วโลก ต่างกำลังฝันหวานถึงแชมป์​ลีกสูงสุดครั้งแรก ในรอบกว่า 24 ปี หลังจากหยุดนิ่งจอดป้ายอยู่ที่สมัยที่ 18 มานานนม จนถูก "ปิศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ทำผลงานแซงล้ำหน้าไปแล้ว 2 สมัย และกลายเป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมากที่สุด
กับ ฟอร์มอันร้อนแรงของคู่หัวหอก "หลุยส์ ซัวเรซ" และ "แดเนียล สเตอร์ริดจ์" ที่ผนึกกำลังช่วยกันซัดไปแล้วรวม 42 ประตู ในฤดูกาล 2013/14 ทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทัพของกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ขึ้นมาแทรก อาร์เซนอล และแมนฯ ซิตี้ จับจองพื้นที่รองจ่าฝูง และมีแต้มห่างจากเชลซี อันดับ 1 เพียง 4 แต้ม พร้อมถูกคาดว่า ทีมชุดนี้มีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว
แล้ว เหล่า "เดอะค็อป" พันธุ์แท้ในเมืองไทย จะมีความคิดเห็นเช่นเดียวกันหรือไม่ กับอีก 10 นัดสุดท้ายที่เหลือ? "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์" ขอเจาะใจแฟนบอลลิเวอร์พูล มาเม้าท์ถึงทีมรักของตัวเอง ในฤดูกาลแข่งขันอันน่ารื่นรมย์สมหมายครั้งนี้กัน...

"นิหน่า" สุฐิตา ปัญญายงค์ (ดารานักร้อง,พิธีกร, ผู้ประกาศข่าว)
: ถ้าได้แชมป์ จะบินไปฉลองที่อังกฤษ



"ฟอร์ม ลิเวอร์พูลปีนี้ ดีกว่าคาดเยอะ ถ้าเทียบจากหลายๆ ปีที่ผ่านมา จะสามวันดีสี่วันไข้ แต่มาฤดูกาลนี้ ฟอร์มดีมาก ต้องชมเกมรุกที่ช่วยกันทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ว่ากองหลังจะทำให้ระแวงอยู่บ่อยๆ แต่ก็ถือว่ายังชดเชยกันไป ถ้าจะให้เครดิตก็ต้องให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่มาทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมเล่นเกมรุก เป็นเครื่องจักรสีแดงอีกครั้ง ต้องชมหลุยส์ ซัวเรซ ที่โตขึ้นมาก หลังจากเจอปัญหาต่างๆ เล่นเพื่อทีมมากขึ้น ทุ่มเทมากขึ้น นิหน่า คิดว่า ถ้าดูจากฟอร์มฤดูกาลนี้ เขาน่าจะเป็น 1 ในกองหน้าดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้"
"อย่างไรก็ตาม บอกตรงๆ ยังไม่กล้าฝันถึงแชมป์นะ (หัวเราะ) แต่ความหวังก็เริ่มขยับจากอันดับ 4 มาอยู่อันดับ 3 แทนแล้ว ส่วนแชมป์คงยาก เพราะเราต้องแช่งให้ทีมเชลซี,​ แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล พลาดด้วย แต่ถ้าเกิดได้จริงๆ จะลงทุนบินไปฉลองแชมป์ถึงอังกฤษเลย (หัวเราะ)"

"ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์​ นายทวารทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด
: มาถึงขนาดนี้ ก็ต้องหวังแชมป์กันบ้าง!!



"ตอน แรกก็ไม่คิดว่า ลิเวอร์พูล จะทำผลงานได้ดีขนาดนี้ ก็ทำให้รู้สึกดีเวลาเชียร์ กระชุ่มกระช่วยขึ้นมาหน่อย เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้มีความรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่ (หัวเราะ) ผมมองว่าปีนี้ เหมือนทุกอย่างมันลงตัว ผลงานก็เลยมีความสม่ำเสมอ ไม่เหมือนสมัยก่อน เจอทีมเล็กก็พลาดไปเอง แต่ปีนี้ เก็บได้เกือบหมด แม้กองหลังอาจมีปัญหาบ้าง แต่กองหน้ากับกองกลางก็ทดแทนกันได้"
"จาก สถานการณ์ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ทำอันดับมาอยู่รองจ่าฝูงแล้ว มันก็คงจะต้องหวังถึงแชมป์บ้างล่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่เสียใจอะไร เพราะทีมอื่นเขาก็เล่นได้ดีเหมือนกัน แต่ถ้าลิเวอร์พูลยังรักษาผลงานแบบนี้ไว้ได้ต่อเนื่อง ผมว่าโอกาสที่จะได้ตั๋วไปเตะยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีก ก็น่าจะมีแน่นอน"

"เดอะตุ๊ก" ปิยะพงษ์​ ผิวอ่อน ตำนานศูนย์หน้านักเตะทีมชาติไทยและนักวิเคราะห์เกมฟุตบอล
:  ติดท็อปโฟร์แน่ ส่วน "แชมป์" คือ กำไร



"ฟอร์ม ฤดูกาลนี้ก็ถือว่าเซอร์ไพรส์นิดหน่อย ต้องชมเกมรุกที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม มีหลายมิติ โดยเฉพาะ หลุยส์​ ซัวเรซ กับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์​ 2 กองหน้าของทีม ส่วนดาวรุ่งอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง ก็ทำให้แดนกลางน่ากลัวขึ้น แต่ก็ยังมีจุดอ่อนในเกมรับ ในคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ที่พลาดเสียประตูง่ายไปหน่อย"
"ถ้าปรับตรงนี้ได้ในช่วง ที่เหลือ ลิเวอร์พูล ก็อาจกลายเป็นม้ามืดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่ได้ ผมคิดว่า ลิเวอร์พูล อาจจบอันดับ 3 หรืออย่างน้อยๆ ก็ต้องติดท็อปโฟร์ ไปเตะยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แน่นอน ไม่น่าพลาด ซึ่งคงต้องยกเครดิตให้กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม กับ สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีม ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้สปิริตของทีมแข็งแกร่งในฤดูกาลนี้"

'เยาวเรศ' สละสิทธิ์ 'รางวัลสตรีดีเด่น' อ้างสร้างบรรยากาศปรองดองในสังคม


เครือข่ายสิทธิเด็กสตรีและครอบครัว เข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลสตรีดี เด่นปี 2557 คัดค้านการมอบรางวัลให้น้องสาวทักษิณ ด้าน 'เยาวเรศ' ออกจดหมายเปิดผนึก ขอสละสิทธิ์ ไม่รับรางวัลสตรีดังกล่าว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีปรองดองในสังคม...
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มี.ค. 57 น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ตัวแทนเครือข่ายสิทธิเด็กสตรีและครอบครัว และกลุ่มเครือข่ายทำงานด้านเด็กและสตรีเข้ายื่นหนังสือต่อ นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสำนักกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นประจำปี 2557 โดยขอทบทวนรางวัลสตรีดีเด่นให้แก่ นางเยาวเรศ ชินวัตร นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่นแห่งชาติ ในสาขาด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย และการคุ้มครองสิทธิสตรี ประเภทบุคคลภาคเอกชน ว่า มีความไม่เหมาะ สม เนื่องจากในหลักเกณฑ์ได้ระบุคุณสมบัติว่า ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม และต้องปรากฏให้เห็นชัดเจน แต่มีข้อค้นพบบางประการ เกี่ยวกับตัวของนางเยาวเรศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับตำแหน่งสตรีดีเด่นฯ จึงขอให้ทาง สค.ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดมอบรางวัลสตรีดีเด่น ปรับเพิ่มหลักเกณฑ์เรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ และต้องมีผลงานต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อให้รางวัลสตรีดีเด่น ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และเป็นรางวัลของคนทำดีอย่างแท้จริง

ทั้ง นี้ นายสมชาย กล่าวว่า กรณีการคัดเลือกบุคคลดีเด่นเข้ารับตำแหน่งสตรีดีเด่น ต้องมีการเสนอชื่อเข้ามา ให้คณะกรรมการพิจารณาผลงานตามหลักเกณฑ์ เช่นเดียวกับมีการเสนอชื่อนางเยาวเรศ ทางคณะกรรมการฯ ก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีผลงานจริง ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็มีการทักท้วงในที่ประชุมแล้ว จึงมีการทบทวนและเพิ่มเติมผลงานในด้านที่ขาดจนผลงานครบถ้วนตามเกณฑ์ และได้รับเลือก ซึ่งเมื่อมีการท้วงติงเรื่องความไม่เหมาะสม จากเครือข่ายเด็ก สตรีและครอบครัว และมีการออกข่าวล่าสุดนางเยาวเรศได้ให้ผู้ประสานงานโทรศัพท์มาแจ้งขอถอนตัว จากการรับรางวัลดังกล่าว โดยจะทำหนังสือส่งตามมาอย่างเป็นทางการ ทำให้ในปีนี้ต้องงดให้รางวัลในตำแหน่งที่นางเยาวเรศถอนตัว
และล่าสุด นางเยาวเรศ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกประกาศถอนตัวจากรางวัลสตรีดีเด่นแล้ว โดยให้ผู้ประสานงานติดต่อมายังประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลสตรี ดีเด่นฯ ด้วยวาจา โดยจดหมายเปิดผนึกมีใจความว่า
"จดหมายเปิดผนึก กรณีคัดค้านของ น.ส.สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง เรื่องการเตรียมมอบรางวัลสตรีดีเด่น ด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย และการคุ้มครองสิทธิสตรี เนื่องในวันสตรีสากลโลกประจำปี 2557 ของกระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากคุณสมบัติไม่เหมาะสมนั้น
ดิฉัน นางเยาวเรศ ชินวัตร ขอเรียนว่า ในชีวิตที่ผ่านมา ได้อุทิศตนต่อการทำงานเพื่อพัฒนาความเสมอภาคหญิง ชาย และการคุ้มครองสิทธิสตรีมาโดยตลอด ส่วนตัวไม่รู้สึกเสียใจต่อคำคัดค้าน เพราะไม่เคยคิดหวังสิ่งตอบแทนใดๆ จากการทำงานด้านพัฒนาดังกล่าว ทั้งนี้ ดิฉันเชื่อมั่นว่า มีผู้หญิงอีกมากมายที่ได้รับประโยชน์จากความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานของดิฉัน ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรางวัลที่เพียงพอสำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันจึงพร้อมที่จะสละสิทธิ์ รับรางวัลดังกล่าว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีปรองดองในสังคม รวมทั้งขอเป็นกำลังใจให้ สตรีทุกท่าน ทั้งที่ได้รับรางวัลแห่งการทำงานเพื่อสิทธิสตรีทุกคน รวมไปถึงผู้ที่ไม่ได้รับรางวัล เพื่อให้เดินหน้าทำงานเพื่อสังคมต่อไป"

รองเท้าผ้าใบ

ระเบิดศึกชาพร้อมดื่มหน้าร้อนแข่งดุ




ย่างเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัวกับดีกรีของอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น เรื่อยๆ แน่นอนว่าสินค้าเครื่องดื่มหน้าร้อน ได้เวลาระเบิดศึก ปล่อยแคมเปญช่วงชิงลูกค้ากันอย่างคึกคักโดยเฉพาะชาเขียวพร้อมดื่ม ที่ขับเคี่ยวกันมาทุกยุคทุกสมัย
งานนี้เจ้าตลาด ที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 42 อย่างค่ายอิชิตัน ยังคงงัดกลยุทธ์การตลาดด้วยแคมเปญ แจก และแถม ให้เปิดฝาลุ้นโชค ภาค 3
ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน จำกัด (มหาชน) บอกว่า แคมเปญแจกโชคใต้ฝา เป็นแคมเปญต่อเนื่องที่ประสบความสำเร็จอย่างมากใน 2 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคจดจำตัวสินค้าได้เป็นอย่างดี บทพิสูจน์ ก็คือส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ความสำเร็จของแคม เปญลุ้นรหัสใต้ฝา มีส่วนให้ อิชิตัน เติบโตถึงร้อยละ 65 และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตร้อยละ 22 ในปี” ตันกล่าว
สำ หรับแคมเปญภาคต่อคราวนี้ มีระยะเวลา 3 เดือน ด้วยของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท ไฮไลต์คือ รถปอร์เช่ คันละ 8 ล้านบาท ที่ผู้โชคดีไม่ต้องเสียภาษี ณ ที่จ่าย และให้ค่าน้ำมันอีก 2 แสนบาท

ตัน ยังคงทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการปล่อยแคมเปญทีละนิด ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ''Ichitan''ตันบอกว่าเพียงวันเดียว (25 กุมภาพันธ์ 57) ที่โพสต์บางส่วนของแคมเปญ ผลตอบรับคือ ยอดกดไลค์กว่าแสนคน ผ่านมา 6 วัน (3 มีนาคม 57 ) มียอดกดไลค์ กว่า 2 แสนคน
มีคำถามว่าเหตุใดต้องแจกรถหรู ระดับ “ปอร์เช่” เจ้าของแบรนด์ อิชิตัน อธิบายว่า รางวัลทั้ง 3 ระดับ จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แต่ละกลุ่ม ทั้งฐานคนรุ่นใหม่ ที่เป็นเป้าหมายในการขยายฐาน และฐานเก่าอย่างพนักงานออฟฟิศ และคนเมืองที่ต้องรักษาเอาไว้
2 เดือน กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย อิชิตัน คาดหวังว่าจะมียอดขาย 1,200 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 1,500 ล้านบาท ที่ใช้เวลาจัดแคมเปญ 3 เดือน
แต่ สำหรับบิ๊กแคมเปญ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ตัน ประกาศแล้วว่า จะมีเพียง 1 แคมเปญใหญ่เท่านั้น เนื่องจากจะหันไปเน้นสร้างแบรนด์ คู่กับการออกสินค้าใหม่ 2-3 ตัวในปีนี้ ในกลุ่มชาเพื่อสุขภาพ งบการตลาดทั้งปี ตั้งไว้ที่ 800 ล้านบาท จะใช้กับโปรโมชั่น 200-300 ล้านบาท
อิ ชิตันตั้งเป้าว่าปีนี้ จะเติบโตร้อยละ 20 เช่นเดียวกับการเติบโตของตลาดชาเขียว การที่ทุ่มจัดแคมเปญฤดูร้อนก็เพราะยังเห็นอัตราการเติบโตของชาเขียวพร้อม ดื่มที่โตเป็นอันดับหนึ่งต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองที่เริ่มอ่อนลง
ตัน ยอมรับว่า บรรยากาศการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้องตัดสินใจเลื่อนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะเป็นเดือนธันวาคม 2556 ล่าสุดอยู่ระหว่างทำแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จและสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่ เกินครึ่งปีแรกนี้
อย่างไรก็ตาม ตันเชื่อว่า จากการยุบเวทีชุมนุม 4 เวทีหลักของกลุ่ม กปปส.ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง และเชื่อว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะฟื้นกลับคืนมา
โออิชิ ยังอุบแผนสู้
มา ดูคู่แข่งตลอดกาลอย่างค่าย โออิชิ ที่ยังอุบแผนสู้ศึกตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในช่วงหน้าร้อนนี้ แต่หันไปทำตลาดเครื่องดื่มสมุนไพร เพราะมองเห็นช่องว่าง และเห็นว่ามีมูลค่าตลาดสูงถึง 5,000 ล้านบาท
เจษฎากร ธราธิป ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัทโออิชิ เผยว่า ปีนี้โออิชิ ใช้งบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทำตลาดทั้งปี เน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ แบรนดิ้ง นิวโปรดักส์ และโปรโมชั่น สำหรับโปรโมชั่น บอกเพียงสั้นๆ ว่า จะเป็นแคมเปญที่สร้างความตื่นเต้นได้ไม่แพ้ปีที่แล้ว โดยจะเปิดตัวแคมเปญใหม่ในสัปดาห์หน้า
“ตลาดชาเขียวช่วงหน้าร้อนปีนี้ จะยังคงแข่งขันดุเดือด มั่นใจว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับที่ดี ปัจจัยหลักคือ อากาศที่ร้อน และการทำแคมเปญน่าจะทำให้ช่วงซัมเมอร์นี้ โออิชิจะมียอดขายมากกว่าช่วงปกติอีกอย่างน้อยร้อยละ 30 เท่าปีที่แล้ว” เจษฎากร กล่าว
ขณะที่ยังอุบแผนสู้ศึกตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม โออิชิหันไปบุกตลาด เครื่องดื่มสมุนไพร ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ “โอเฮิร์บ” เข้ามาทำการตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มนอน-กรีนที สมุนไพรเพื่อสุขภาพ มีสองรสชาติ คือ รสน้ำผึ้งโสมและรสรากบัวพุทราจีน และตั้งเป้าจะเป็นอันดับหนึ่งในตลาดเครื่องดื่มสมุนไพร
"ในปี 56 เครื่องดื่มประเภทเฮอร์เบิลดริ้งค์เติบโตสูงสุดในเอเชียแปซิฟิก รวมถึงในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีนและไทย ทำให้ชาเชียวพร้อมดื่มยังคงได้รับความนิยม รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพรที่ปัจจุบันมีมูลค่าการตลาด 5,000 ล้าน ส่วนโอเฮิร์บคาดหวัง 1,500 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 10 ของตลาดรวมชาพร้อมดื่ม" เจษฎาธร กล่าว
งานนี้โออิชิ ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพร โดยจะเน้นเจาะกลุ่มอายุ 22-40 ปี เน้นกลุ่มคนเพิ่งเริ่มทำงาน ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ และความสะดวกในการเข้าถึงตัวสินค้า คาดว่าสิ้นปีสร้างรายได้ร้อยละ 20 และชาเขียวโออิชิอยู่ที่ร้อยละ 80 ของรายได้กลุ่มเครื่องดื่ม และภายในปี 2558 ตั้งเป้าจะก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ในตลาดเครื่องดื่มสมุนไพร

สุธี ธรรมสิทธิ์บูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม ชี้ว่าตลาดชาเขียวปี 2556 เติบโตร้อยละ 23 มูลค่า 17,000 ล้านบาท ด้วยการแข่งขันที่รุนแรง การอัดฉีดโปรโมชั่นอย่างคึกคักจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคซื้อเครื่องดื่ม ประเภทนี้ จึงประเมินว่าตลาดชาเขียวยังเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก เฉพาะช่วงซัมเมอร์นี้ น่าจะโตเฉลี่ยร้อยละ 20
สงครามเครื่องดื่มหน้า ร้อนเพิ่งจะเริ่มขึ้น ขณะที่ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มยังคงขับเคี่ยว ชิงไหวชิงพริบกันอย่างหนัก เพื่อรักษาฐานลูกค้าและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด การที่โออิชิหันไปทำตลาดเครื่องดื่มสมุนไพร ยากจะคาดเดาว่า โออิชิ จะถอยในศึกนี้ หรือจะเป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้ใหญ่กว่าเดิม เป็นการชิงพื้นที่ก่อนที่คู่แข่งจะก้าวเข้าไปเล่นในตลาดนี้ด้วย.


รองเท้าผ้าใบ